Trend การออกแบบ Mobile app ปี 2015

จากที่ได้ทราบๆกันมาแล้วว่า การ design mobile application นั้นแตกต่างกับ website เป็นอย่างมาก เพราะว่าทั้งเทคโนโลยีที่ใช้ มือถือที่หลากหลาย ขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน และยังมี IoT (Internet of Thing) มาอีกด้วย

การที่ Mobile application นั้นมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วทำให้ website designer หลายคนอยากจะเข้ามาร่วมกับการ mobile app design ด้วย ซึ่งหลายๆคนก็พลาดท่ากับการ design ที่ยึดกับ website มากเกินทำให้หลังจากพัฒนาออกมาเรียบร้อยแล้ว ใช้งานยาก หรือใช้แบบสับสนเป็นต้น ซึ่งบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนตระหนักถึง trend หรือ design ที่เปลี่ยนไปค่อนข้างรวดเร็วของ mobile app

ขนาดหน้าจอที่เปลี่ยนไป

ภาพ HTC ล้อเลียน Apple หลังจากทำจอเล็กมานาน

mobile application เดี๋ยวนี้จะเริ่มทำงานที่พื้นที่ใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จากสมัยก่อนที่เราจะวางแผนไว้สำหรับหน้าจอ 3.5” - 4” เท่านั้นเอง ซึ่งในปัจจุบัน iphone 6 หรือ 6 plus ก็จะอยู่ที่ 4.7” กับ 5.5” แล้ว และมือถือรุ่นใหม่ๆที่ออกมาก็จะขนาดอยู่ช่วง 4.7”- 5.5” ซึ่งต่างกับสมัยก่อน พูดได้ว่า ณ ปัจจุบัน Android และ Iphone จอที่เล็กที่สุดที่คนใช้งานคือ 4" และใหญ่ที่สุดคือ 5.5-6 " ซึ่งผิดกับเมื่อก่อนที่อยู่กันที่ 3-4" เท่านั้นเอง

แล้วมันมีความหมายยังไงกับการ design app ละ?  ขั้นแรกเลยคือผู้คนจะเปลี่ยนพฤติกรรมการถือมือถือกันแล้ว จากบทความเก่าๆของเรา ที่ได้บอกไว้ว่าคนจะใช้มือถือมือเดียวเพื่อเล่น application แต่ ณ ปัจจุบัน เมื่อจอใหญ่ขึ้นจะต้องใช้ 2 มือกันบ้างแล้ว จากการวิจัยพบว่าจอที่ใหญ่ที่สุดที่สามารถเล่นได้มือเดียวได้คือ 4.7 “ นั้นคือเหตุผลว่าทำไมถึงมีการทำหน้าจอ 4.7” ขึ้นมา 

 

Flat design

Credit รูป https://www.pulldigital.com/Blog/June-2014/Flat-Design-vs-Skeuomorphism

2-3 ปีที่ผ่านมานั้นจะมา design แนวเรียบง่าย สีเรียบๆกันมากขึ้นแล้ว โดยนำหัวขบวนด้วย Microsoft ตั้งแต่สมัยปี 2007  ตามด้วย Google Now ที่ใช้ flat design และน้องหลังสุดคือ Apple ที่มาใช้กับ IOS 7  จากที่สมัยก่อนจะใช้ design skeuomorphism (การ design โดยจำลองโลกจริงมาใส่ใน design เช่น แสง เงา พื้นผิว วัตถุที่จำลอง และอื่นๆ) แต่หลังจากที่ไป flat design กันหมดแล้ว ทุกคนก็เริ่มพัฒนา flat design ใน style ของตัวเอง เช่น Google จะเริ่มกลับมาใช้แสงเงา เพิ่มขึ้น แต่จะยังไม่เหมือนในสมัยแรกๆ เช่น Material design ที่ใช้ concept คือการวางกระดาษทับซ้อนกัน

 

เมนูที่ซ่อนไว้(แฮมเบอร์เกอร์เมนู)

Hamburger เมนูที่ซ้ายบนสุด

เนื่องจากที่ผู้พัฒนาเริ่มชินกับการใช้เครื่องมือต่างๆ พร้อมกับฟังค์ชั่นที่ต้องการให้ใส่ในเมนูเพิ่มขึ้น ทำให้มีการออกแบบใหม่ คือเมนูลิ้นชักหรือเมนูแฮมเบอร์เกอร์ คือการที่เรากดปุ่มเมนูแล้ว หน้าจอเมนูที่ซ่อนไว้จะโผล่ออกมาให้เห็น และสามารถเลือกเมนูต่างๆได้ ซึ่งผู้ที่คิดค้นเริ่มต้นเมนูแบบนี้คือ Mr.Norm Cox จากบริษัท Xerox ออกแบบสมัยปี 1980 และมาเป็นที่นิยมๆมากก็เมื่อ Facebook นำมาใช้กับ Mobile app ของตัวเอง 

 

สีสัน และใสๆ

ได้สังเกตุกันบ้างไหมว่า จาก application ที่สมัยก่อนจะเน้น เงาวิ้งวับ แสงสะท้อน เงาตกกระทบ แบบด้านซ้าย แต่มา ณ ปัจจุบันนี้ trend สี pastel จะมาแรง คือสีที่มีความสว่างค่อนข้างไปทางสีเทาๆ เช่น เวลาใช้สีแดง ก็จะได้แดง 100% แต่จะออกแดงหม่นๆ หรือเขียวหม่นๆ ฟ้าหม่นๆ เป็นต้น ซึ่งการใช้สีสันเหล่านี้เป็น trend ที่ใช้คู่กับ flat design 

 

Sensor สมัยใหม่

credit รูป Apple iPhone 6S Plus

ในสมัยแรกนั้นมือถือจะมีเพียงก็แค่ wifi, GPS, Bluetooth, Accelometer, Gyro sensor เท่านั้น เวลาผู้พัฒนาก็ใช้อยู่เพียง 5 อย่างนี้ แต่ในสมัยนี้นั้นต่างคนก็ต่างพยายามทำเครื่องตัวเองให้เป็นจุดเด่นเพื่อไปแข่งขันในตลาดได้ เช่น BLE(Bluetooth Low Energy), NFC, Pedometer(นับก้าว), Magnetic(เข็มทิศ), Light sensor, Pulse sensor, Finger scan, Heath rate sensor, Gluclose sensor และอื่นๆอีกมากมายที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งจะทำให้การพัฒนานั้นมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ผู้พัฒนาจะต้องควรระวังการใช้ sensor เหล่านี้ให้ถูกไว้ให้เกิดความรำคาญต่อ user และการ Design ใช้ Sensor พิเศษเหล่านี้จะทำให้ผู้ใช้งานบางอันนั้นหมดสิทธิ์ใช้เนื่องจากว่ามือถือไม่ได้มี Sensor เหมือนกันทุกๆเครื่อง

 

Wearable Device

ณ ปัจจุบันเริ่มมีการใช้อุปกรณ์ที่เล็กกว่ามือถือเข้าไปอีก แต่ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควรเนื่องจากว่า ผู้ผลิตยังพยายามหาจุดใช้งานที่เหมาะสมอยู่ ซึ่ง Wearable device ส่วนใหญ่ตอนนี้จะเป็นเกี่ยวกับ Fitness และสุขภาพเป็นส่วนใหญ่ ในเมืองไทยก็ได้รับความนิยมสำหรับใช้ในการวิ่งออกกำลังกาย และการปั่นจักรยาน ซึ่งการออกแบบ สำหรับ Wearable device นั้นก็ต่างออกจาก มือถือเข้าไปอีก เช่นเดียวกัน ถ้าคน design mobile app ไป design wearable device โดยยังคงหลักการเดิม ก็จะทำให้ device เหล่านั้นใช้งานยากลำบากเช่นกัน ซึ่ง Wearable device จะมีบทความแยกออกไปต่างหาก จะยังไม่รวมอยู่ใน Mobile 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็น trend การ design ในปี 2015 และคาดว่าปีหน้าๆ trend ก็จะเปลี่ยนไปใหม่อีกแน่นอน