หลักการออกแบบมือถือ

การออกแบบแอพพลิเคชั่น

Jonathan Stark ที่ปรึกษาด้านโทรศัพท์มือถือ ได้รวบรวมหลักการของการออกแบบอินเตอร์เฟซโทรศัพท์มือถือและอธิบายวิธีการใช้แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ

สิ่งที่ผู้คนออกแบบผิดพลาด สิ่งที่ไม่ควรทำ และสิ่งที่ควรทำ ไว้ในบทความนี้ ซึ่งเราได้นำบทความดีๆอันนี้มาแปลเป็นภาษาไทย ให้กับผู้ที่สนใจ

คุณทราบหรือไม่โทรศัพท์ มือถือมีการเจริญเติบโตที่เร็วมากและทำหน้าที่คล้ายกับคอมพิวเตอร์เข้าไปทุกที มี บรอดแบนด์ที่แพร่หลาย และอุปกรณ์มือถือราคาไม่แพงได้เริ่มที่จะเปลี่ยนมุมมองของเราทุกคน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในปี 2015 เราจะใช้โทรศัพท์มือถือเข้าเล่นอินเตอร์เน็ตมากกว่าคอมพิวเตอร์

เพื่อที่จะให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ นักออกแบบ,นักพัฒนา และคนที่ทำงานกับโทรศัพท์มือถือ จำเป็นที่จะต้องเริ่มคิดเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือเป็นเป้าหมายหลักซะแล้ว

มือถือนั้นแตกต่างจากคอมพิวเตอร์

แม้ว่าพวกเขาจะคิดว่าโทรศัพท์มือถือมีลักษณะและการใช้งานใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์ แต่ที่จริงแล้วโทรศัพท์มือถือกับคอมพิวเตอร์แตกต่างกันมาก เช่น หน้าจอขนาดเล็ก กับ หน้าจอขนาดใหญ่, การเชื่อมต่อที่ต่อเนื่อง กับ การเชื่อมต่อที่ไม่ต่อเนื่อง, แบนด์วิธต่ำ กับ แบนด์วิธสูง, มีแบตเตอร์รี่ในตัว กับ เสียบปลั๊ก เป็นต้น จากที่ยกตัวอย่างให้ดูจะเห็นได้ว่าโทรศัพท์มือถือแตกต่างจากคอมพิวเตอร์

ความเป็นจริง โทรศัพท์มือถือมีประสิทธิภาพมากกว่าคอมพิวเตอร์ในหลายๆด้าน โทรศัพท์มือถือสามรถเชื่อมต่อกับผู้ใช้ได้โดยตรงและสม่ำเสมอ นอกจากนี้โทรศัพท์มือถือมีการรวบรวมข้อมูลด้วยเซ็นเซอร์ที่มีประสิทธิภาพที่สามารถตรวจสอบสถานที่การเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด, สภาพแวดล้อมและอื่น ๆของผู้ใช้

ด้วยความแตกต่างระหว่างโทรศัพท์มือถือกับคอมพิวเตอร์ การออกแบบการใช้งานสำหรับโทรศัพท์มือถือก็จะต้องแตกต่างจากการออกแบบคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเราจึงได้รวบรวม 10 หลักการของการออกแบบอินเตอร์เฟซโทรศัพท์มือถือ เพื่อที่จะได้ช่วยให้เข้าใจในการใช้งานโทรศัพท์มือถือ

1. แนวทางการออกแบบ

เพราะความแตกต่างระหว่างโทรศัพท์มือถือกับคอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นที่ต้องปรับตัวเองเป็นความคิดมือถือก่อนที่จะเริ่มต้น

จะเน้น : ไม่ใช่เยอะแล้วจะดีเสมอไป ให้เลือกฟีเจอร์หรือฟังก์ชั่นที่สำคัญจริงๆ อันไหนไม่สำคัญให้เอาออก

ความแตกต่าง : app ของคุณต้องแตกต่าง มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

ใจเขาใจเรา: app ของคุณควรใส่ใจการใช้งานของผู้ใช้ ไม่ควรใส่ฟังก์ชั่น หรือสิ่งต่างๆที่เยอะเกินไป จนทำให้ผู้ใช้ไม่เข้าใจ

 

2. สถานการณ์การใช้มือถือ

เราจะใช้มือถือกันเมื่อไร

ว่าง: เราใช้มือถือตอนที่เราว่าง เราจะสามารถใช้เวลานานในการเล่น app แต่พร้อมจะหยุดเล่นได้ทุกเมื่อ ถ้ามีสิ่งที่น่าสนใจกว่า

ไม่ว่าง : เราจะใช้มือถือตอนที่เราไม่ว่าง การออกแบบ app ควรจะออกแบบให้สะดวกและรวดเร็วสำหรับผู้ใช้เพราะผู้ใช้งานมีเวลาใช้ไม่เยอะ ต้องกระชับแล้วเสร็จภายในไม่กี่ขั้นตอน

ค้นหาข้อมูล : ในกรณีที่คุณไปอยู่ในที่ไม่คุ้นเคยและอยากจะค้นหาข้อมูลในจุดๆนั้น จำเป็นที่ต้องใช้มือถือในการค้นหาข้อมูล app ของคุณต้องออกแบบเพื่อให้แบตเตอรี่ใช้งานได้น้อยที่สุด และสามารถใช้งานออฟไลน์ได้ด้วย

 

3. แนวทางทั่วไป

แอปพลิเคชันที่วิธีการใช้งานแตกต่างกัน, การออกแบบและเทคนิค สำหรับโทรศัพท์มือถือต้องเป็นไปตามแนวทางที่คนทั่วโลกส่วนใหญ่ใช้งาน

การตอบสนอง : การตอบสนองมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งาน ควรมีความรวดเร็วกับการตอบสนองและทำให้ผู้ใช้รับรู้ว่ากำลังใช้งานแอปพลิเคชั่นตัวนี้อยู่ และappยังทำงานอยู่

ใส่ใจ: คุณต้องใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของ app ที่คุณทำ เพราะผู้ใช้บางรายสนใจกับพวกรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ

นิ้วหัวแม่มือ: นิ้วโป้งมีความสำคัญกับการออกแบบหน้าอินเตอเฟซเพราะเกือบจะทุกคนที่จะใช้นิ้วโป้งในการสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์มือถือการออกแบบจึงต้องคำนึงถึงนิ้วโป้งเป็นส่วนสำคัญ

เป้าหมาย : คุณควรกำหนดเป้าหมายในการใช้หน้าจอโทรศัพท์มือถือ การวางองค์ประกอบต่าง ยกตัวอย่างเช่นการใส่ปุ่ม Back อย่านำไปใกล้กับปุ่ม Send เพราะมันจะทำให้กดผิดได้

เนื้อหา : การดูเนื้อหาบนมือถือสามารถเลื่อนหน้าจอได้ด้วยนิ้วมือ อยากกดตรงไหนก็สามารถใช้นิ้วกดได้ การออกแบบ app ควรออกแบบให้เรียบง่ายที่สุด เพื่อให้สะดวกกับผู้ใช้งาน

การควบคุม : การออกแบบปุ่มเมนูต่างๆ ควรอยู่ด้านล่างหรืออยู่ใต้เนื้อหา มิฉะนั้นนิ้วจะบังเนื้อหา

เลื่อน : ควรหลีกเลี่ยงการเลื่อน หน้าจอบางอย่างต้องเลื่อน แต่มันเป็นเรื่องที่ดีที่จะหลีกเลี่ยงหรือใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

 

4. รูปแบบ Navigation

ลิ้นชัก: แอปพลิเคชันที่มีเมนูเยอะ และมีรายละเอียดมาก

แท็บบาร์: แอปพลิเคชันที่มีปุ่มอยู่ด้านล่าง(เช่นทวิตเตอร์สำหรับ iPhone)

ขั้นบันได: รายชื่อและลำดับชั้นของเนื้อหารายละเอียด (เช่นการตั้งค่า app บน iPhone)

 

5. การป้อนข้อมูล

คุณควรออกแบบแป้นพิมพ์ให้ใช้ได้ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ ตัวอย่างเช่น:

รูปแบบแป้นพิมพ์ต้องเลือกให้ถูกต้องกับข้อมูลที่คุณจะใส่ (ข้อความ, จำนวน, อีเมล์ URL, และอื่น ๆ )

การใช้แก้คำอัตโนมัติเป็นสิ่งที่ดีแต่ควรใช้อย่างระมัดระวัง

ถ้า app ของคุณใช้การพิมพ์เยอะควรจะสนับสนุนแป้นพิมเป็นแนวนอนได้ด้วย

 

6. ท่าทาง

ด้านหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดของอินเตอร์เฟซระบบสัมผัสที่ทันสมัย คือท่าทางการตอบโต้ระหว่างผู้ใช้กับ app

นามธรรม : ท่าทางคือสิ่งที่ไม่มีตัวตนและมองไม่เห็นคุณต้องออกแบบตามแนวทางของคุณว่าต้องการ app แบบไหน

มือทั้งสองข้าง : การสัมผัสจำเป็นต้องใช้มือทั้งสองข้างทำท่าทางในการสัมผัส

มีก็ดี : บางกรณีพวกปุ่มลัดต่างๆ บางทีมีก็ดีไม่มีก็ไม่เป็นไร

ไม่มีการเปลี่ยน : ควรออกแบบ app สำหรับใช้นิ้วกดเท่านั้น ไม่ควรออกแบบแปลกๆ เพราะจะทำให้ผู้ใช้ไม่อยากใช้งาน

 

7. การหมุนจอ

App ส่วนใหญ่เน้นออกแบบเป็นแนวตั้ง

ถ้า app ของคุณมีการพิมพ์เป็นจำนวนมากคุณควรจะออกแบบappให้พิมพ์แนวนอนได้

app ที่ออกแบบมาให้หมุนได้ควรที่จะมีปุ่มล็อกหน้าจอ

 

8. การสื่อสาร

การตอบสนองของ app : ไม่ว่าคุณจะทำอะไรกับ app ควรมีการตอบสนองกลับจาก app ทำให้ผู้ใช้รู้ว่ากำลังกด และapp ทำงานอยู่

การแจ้งเตือน : เป็นปุ่มที่ดีแต่คุณควรใช้ให้ถูกกับการใช้งาน ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็แจ้งไปทุกอย่าง

ยืนยัน : ถ้าเราต้องการที่จะยืนยันเราควรมีปุ่มแจ้งเตือน

 

9. การเริ่มใช้งาน app

เมื่อผู้ใช้กลับเข้ามาใน app ของคุณหลังจากที่ได้ใช้มันก่อนหน้าควรจะมีการตอบสนองที่ต่อเนื่อง

ถ้าเป็นไปได้หน้าแรกของ app ควรจะมีเนื้อหาน้อยๆ อย่าสร้างความยุ่งยากให้กับผู้ใช้ ให้ผู้ใช้งานเข้าได้เร็วๆ

 

10. รักแรกพบ

ไอคอนของคุณ: ไอคอนควรบ่งบอกถึงแอฟของคุณได้อย่างชัดเจนและทำให้น่าสนใจ

ใช้งานครั้งแรก: ควรทำให้ผู้ใช้ app ไม่สับสน มีปุ่มหรือข้อความที่ไม่ซับซ้อน จะทำให้ผู้ใช้งานมีความเข้าใจในตัว app

 

สรุป

การออกแบบ app มือถือมันเป็นศาสตร์ อีกประเภทหนึ่งที่ต่างจากการออกแบบ web แต่คนที่มีประสบการณ์จากกการออกแบบ web มาแล้วก็จะต้องปรับตัวให้เหมาะกับยุคสมัยที่กำลังมาแรง