เรียนรู้เบื้องต้นการทำ app

บทความนี้เป็นบทความนำเสนอการเริ่มต้นของ Mobile โดยใช้ประสบการณ์ของเรากว่า 7 ปีเขียนออกมาเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทำการศึกษาก่อนเข้ามาที่วงการนี้ เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่เรามีมาทั้งหมด

 

Mobile Marketing นั้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง Trend ที่ค่อนข้างเร็ว อะไรที่เคยใช้งานได้อยู่ปีที่แล้ว มาในปีนั้นอาจจะไม่เหมาะสมแล้วก็เป็นไปได้ เป็นอุตสาหกรรมที่คล้ายๆกับเด็กวัยรุ่น ที่กำลังเติบโต และมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ซึ่งบทความนี้งั้นจะใช้อ้างอิงได้แค่เพียง ปี 2558 เท่านั้น ปีหน้าๆบทความนี้อาจจะมีเนื้อหาที่ไม่ทันสมัย หรืออาจจะเก่าไปแล้วก็เป็นไปได้ 

ณ ปัจจุบัน(ปี 2015) อัตราการเติบโตของมือถือนั้นอัตราการเติบโตของ Computer ไปเรียบร้อยแล้ว หมายความว่า ปัจจุบันนั้นจำนวนมือถือมากกว่าจำนวน computer และโลกในอนาคตทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนด้วย Smart phone มากกว่า Computer ธรรมดา ซึ่งผู้ที่ได้รับทราบข้อมูลก็เลยสนใจที่จะเข้ามาในโลกธุรกิจมือถือกัน เพราะส่วนแบ่งตลาดที่มากกว่า และ อัตราการใช้ที่สูงกว่า computer ธรรมดามาก เนืองจากมือถือนั้นเราพกไปใช้ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา ทำให้นักการตลาดต่างๆ ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างสูง และเป็น Marketing channel ที่ทรงพลังที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะว่าเข้าถึงผู้ที่ต้องการให้โฆษณาได้อย่างถึงตัวที่สุด ยิ่งกว่า email marketing อีก

การพัฒนา Mobile application นั้น ณ ปัจจุบันมีอยู่ 3 แนวทางคือ

Hybrid Application หรือ Cross platform

คือ การพัฒนาด้วยภาษากลาง และจะมีการแปลภาษาออกไปให้เหมาะสมกับ OS(Operating System แต่ละรุ่น) ซึ่ง ณ ปัจจุบัน นั้น iOS/Android มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 97 % ซึ่งเราสามารถพูดได้เลยว่า ถ้าจะพัฒนา Mobile app เลือกพัฒนาแค่ iOS/Android ก็เพียงพอ การพัฒนาแบบ Hybrid นั้นจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาลดลงไปได้ในระดับหนึง เพราะการพัฒนาครั้งเดียวแล้วลงได้ทั้ง 2 เครื่องนั้น ทำให้เราไม่ต้องพัฒนาซ้ำซ้อน แต่ข้อเสียคือว่า Hybrid นั้นจะไม่สามารถเรียกใช้ประสิทธิภาพของมือถือได้ 100% อย่างเช่น พวก Sensor พิเศษ หรือพวก Feature พิเศษต่างๆ ซึ่งเราต้องรอให้ผู้พัฒนา Tools นั้นพัฒนาเสร็จเรียบร้อยก่อนเราถึงจะใช้ Sensor พิเศษต่างๆได้ Hybrid ณ ปัจจุบันจะมี PhoneGap, Titanium Appceletor, Adobe Air, Xamarin เป็นต้น

2. Native Application

คือ การพัฒนาแยกออกเป็นภาษาเครื่อง โดย Apple จะใช้ภาษา Objective C และ Swift (เลือกพัฒนาได้ หรือผสมได้ แต่ผู้พัฒนาส่วนใหญ่จะยังคงใช้ Objective C เนื่องจากมีเครื่องมือให้ใช้เยอะกว่า Swift ที่พึ่งมีมา 1 ปี) ส่วน Android จะใช้ภาษา Java for Android (เป็นส่วนหนึงของ Java) ซึ่งหมายความว่าถ้าต้องการพัฒนา Native application คุณจะพัฒนาถึง 2 ครั้ง ทำให้ค่าใช้จ่ายนั้นจะสูงกว่าปกตินั้นเอง แต่ข้อดีของการพัฒนาแบบนี้คือสามารถเข้าถึง hardware ของมือถือได้อย่างเต็มที่

3. Native-Hybrid application

คือ การพัฒนา Native Application โดยใช้เพียงบางส่วนที่ไม่ได้สำคัญให้เป็น Hybrid ส่วนนี้เป็นส่วนวิธีการพัฒนาของเราซึ่งเราจะนำบางส่วนที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ Natie application มาใช้เป็น Hybrid เพื่อความสะดวกในการพัฒนา และลดค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า แต่ส่วนหลักๆก็ยังเป็น Native application อยู่ เพื่อยังคง feature ให้ครบถ้วน

ปัจจุบันทุกคนจะมี Mobile phone ที่เป็น smart phone ใช้กันอยู่แล้ว แต่เรามาดูกันว่ามันมีที่มาที่ไปยังไงบ้าง Mobile app คือโปรแกรมการทำงานที่ออกแบบมาใช้สำหรับพวก smartphone, tablet และเครื่องพกพาต่างๆ ซึ่งในอนาคตจะมีพวก รถ และนาฬิกาอีกด้วย app นั้นเป็นคำเรียกสั้นๆโดยชื่อเต็มคือ Application โดยปกติแล้ว app เหล่านี้จะต้องไปโหลดที่พวก Store ต่างๆที่ได้ทำการจัดไว้ให้นั้น เช่น Apple App store, Google Play, Windows phone store และ Blackberry app world เป็นต้น ซึ่ง ณ ปัจจุบันนั้นการตลาดด้าน app เปลี่ยนไปมาก จากที่ app นั้นจะต้องซื้อและผู้พัฒนาจะได้ส่วนแบ่ง 70/30 นั้น เปลี่ยนมาเป็น app กว่า 90 % ในท้องตลาดนั้นเป็นของฟรีไปแล้ว เพราะผู้พัฒนามีการแข่งขันกันสูงมากทำให้จาก app ที่เคยเสียตัง ต้องมาแจกฟรีๆให้ใช้กัน ผู้คนทั่วไปจะสงสัยกันว่าแล้วผู้พัฒนาได้เงินมาจากไหน รายได้ที่ได้จาก app นั้น โดยปกติจะมีอยู่ 3 รูปแบบ

รายได้จากการขาย App โดยปกติแล้ว Apple/Google จะขายส่วนแบ่ง 30 % จากยอดขายทั้งหมด เช่น ขาย app 0.99 เหรียญ คุณได้รับเงินจริงๆ 0.7 เหรียญ

รายได้จากการโฆษณา Model นี้คือการที่พยายามเรียกผู้คนเข้ามาให้ใช้ให้เยอะที่สุด แล้วก็จะติดโฆษณาเข้าไปให้ผู้ที่เข้ามาใช้ได้อ่าน ซึ่งจะเป็น WIN-WIN-WIN ทุกฝ่าย( 3 WIN) คือมี ผู้ใช้(ใช้ฟรี)- ผู้พัฒนา(ได้รายได้) - ผู้โฆษณา(รับส่วนแบ่ง) ยกตัวอย่างเช่น Facebook, Twitter, Instragram, Youtube เป็นต้น

รายได้จากการขาย In app purchase คือผู้ใช้งานก็ยังได้ใช้งานฟรีๆอยู่ แต่บางลูกเล่นจะปิดไม่ให้ใช้งานจนกว่าคุณจะจ่ายตังเพื่อจ่ายเงินส่วนนี้เพิ่ม เช่น app กล้อง อาจจะปิดโหมดฟุ้งฟิ้งไว้ ซึ่งพอคนโหลดมาแล้วก็อยากได้ ก็เลยซื้อมาใช้ app เกมที่จะต้องจ่ายเงินซื้อบางด่าน หรือ item บางชนิด

วงการ Mobile App นั้นเริ่มครึกครื้นขึ้นมาอย่างมากหลังจาก Apple เปิดตัว Iphone รุ่นแรกนั้น เพราะว่าในสมัยก่อน Smartphone อย่างเช่น Windows phone นั้นเปิดตัวมาก่อน apple มานานมาก แต่ทำไมถึงไม่ดัง? เพราะว่าการใช้งานที่เชื่องช้า แบตเตอรี่ที่หมดเร็ว touchscreen ที่หน่วง ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าไม่อยากใช้ แต่ Apple นั้นได้ทำลายข้อจำกัดส่วนนี้ไปทั้งหมดทำให้ตลาด smartphone นั้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ในปัจจุบันนั้นตลาด app นั้นได้มีส่วนแบ่งที่สูงกว่าตลาด web ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะ app นั้นมีความสามารถต่างๆที่สูงกว่า web มาก เรียกว่าทำลายข้อจำกัดทุกอย่างบน web ได้ไปทั้งหมดเลย เช่น app นั้นถ่ายรูปได้ เวบทำไม่ได้, app มี GPS เวบไม่มี, app สามารถ save ข้อมูลเก็บไว้ดูในขณะไม่มีเน็ต แต่ web นั้นไม่มี และยังมีอื่นๆอีกมากมาย โดยเฉพาะ app นั้น สามารถทำ Context awareness ได้ ซึ่ง Google นี้คือเจ้าพ่อ Context awareness เลยเชียว

 

Context awareness คืออะไร?

คือการที่ Smartphone รู้หรือทราบว่าสภาพแวดล้อมเราเป็นยังไง โดยการใช้ Sensor ต่างๆ รวมกับข้อมูลทาง Internet เช่น GPS, Light sensor, Pedometer หรืออื่นๆ พูดง่ายๆคือว่า เนื้อหาที่แสดงผลใน app นั้นจะดูข้อมูลจากสภาพแวดล้อมของเราและเสนอแต่ข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น เช่น เราไปอยู่ต่างประเทศ เปิด app ดูสภาพอากาศขึ้นมา app ก็จะบอกสภาพอากาศของประเทศนั้นๆเลยโดยอัตโนมัติทั้งๆที่ยังไม่ได้ตั้งค่าใดๆใน app เลยว่าเราจะดูของที่ไม่ใช่ประเทศไทย หรือ เราได้จองตั๋วเครื่องบินผ่านระบบ web AirAsia ไปแล้ว ตัว app airasia ได้แจ้งเตือนมาก่อน 4 ชั่วโมงว่า คุณจะขึ้นเครื่องบินนี้ ที่ไหน เบอร์เครื่องอะไร และที่นั่งเบอร์อะไร โดยที่เราไม่ได้ร้องขอ(ยกตัวอย่างนะครับ ผมไม่ทราบว่า AisAsia มีไหม) เป็นต้น จากรายละเอียดทั้งหมดแล้วจะเห็นว่าประวัติของ Mobile app จากสมัยก่อน จนปัจจุบันนั้นพัฒนาไปเรื่อยๆและเปลี่ยนไปตามตลาดผู้ใช้งาน ซึ่งผู้พัฒนา app นั้นก็ต้องมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อคอยแนะนำลูกค้าถึง trend ต่างในการพัฒนา app ในอนาคต